คำสั่งที่ก๊อปไปใช้ได้เลย
แปลตรงตัวไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือแปลไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง
ลองนึกถึงเอกสารชุดหนึ่งที่ทีมแปลกันคนละฉบับ คำเดียวกันในระบบงานของเรากลายเป็นคำไทยสามแบบในสามฉบับ พออ่านรวมกันแล้วเหมือนคนละระบบ — นี่คือปัญหาที่แท้จริงของงานแปลในองค์กร ไม่ใช่ว่าแปลไม่ออก แต่คือไม่มีใครล็อกคำไว้
สามอาการของงานแปลที่ยังไม่ได้ล็อกคำ
- 1ชื่อฟีเจอร์หรือชื่อขั้นตอนในระบบงาน ถูกแปลเป็นไทย ทั้งที่ทั้งบริษัทเรียกทับศัพท์กันอยู่แล้ว
- 2คำที่ต้องคงเป็นภาษาอังกฤษเพราะเป็นชื่อเฉพาะ ถูกแปลจนคนอ่านหาไม่เจอว่าหมายถึงอะไร
- 3ระดับความสุภาพไม่คงที่ในฉบับเดียวกัน ย่อหน้าแรกเป็นทางการ ย่อหน้าท้ายกลายเป็นภาษาพูด
คำสั่งถอดสมุดคำจากเอกสารเก่าของเรา — ทำครั้งเดียว
นี่คือเอกสารของเราที่แปลไว้แล้วและใช้งานจริงอยู่ ทั้งฉบับต้นทางและฉบับแปล
"""
(วางต้นฉบับ คั่นด้วยเส้นขีด แล้ววางฉบับแปล)
"""
งานที่ต้องการ
ถอดออกมาเป็นสมุดคำสำหรับใช้กับงานแปลครั้งต่อ ๆ ไป
รูปแบบผลลัพธ์
ตาราง 4 คอลัมน์ คือ คำต้นทาง คำที่เราใช้ ประเภท และหมายเหตุ
ช่องประเภทเลือกจาก 3 อย่างคือ แปลตามนี้ / ห้ามแปลให้คงคำเดิม / แล้วแต่บริบท
เรียงจากคำที่พบบ่อยที่สุด และเอาเฉพาะคำที่เป็นศัพท์เฉพาะหรือชื่อเรียกในระบบงาน
ข้อห้าม
- ห้ามใส่คำทั่วไปที่ใครแปลก็เหมือนกัน สมุดคำที่ยาวเกินไปคือสมุดคำที่ไม่มีใครใช้
- ห้ามเสนอคำแปลใหม่ที่เราไม่เคยใช้ ให้ยึดตามที่ปรากฏในเอกสารเท่านั้น
- ถ้าคำเดียวกันถูกแปลไม่เหมือนกันในเอกสาร ให้ใส่ทุกแบบและทำเครื่องหมายว่าไม่สอดคล้องควรได้ตารางราวยี่สิบถึงหกสิบคำ ซึ่งพอดีกับการใช้จริง · แถวที่ถูกทำเครื่องหมายว่าไม่สอดคล้องคือของที่มีค่าที่สุด เพราะนั่นคือคำที่ทีมใช้ไม่ตรงกันอยู่ตอนนี้
คำสั่งแปลงานจริง โดยแนบสมุดคำไปด้วยทุกครั้ง
บริบท
- แปลจาก (ภาษาต้นทาง) เป็น (ภาษาปลายทาง)
- คนอ่านคือ (คนอ่านเป็นใคร)
- ระดับความเป็นทางการ (ระดับที่ต้องการ)
สมุดคำที่ต้องยึด ห้ามเบี่ยง
"""
(วางสมุดคำ)
"""
ข้อความที่ต้องแปล
"""
(วางข้อความ)
"""
รูปแบบผลลัพธ์
1. ฉบับแปล
2. รายการคำที่คุณตัดสินใจเองเพราะไม่มีในสมุดคำ พร้อมเหตุผลสั้น ๆ
3. ประโยคที่คุณไม่แน่ใจว่าเข้าใจต้นฉบับถูกไหม พร้อมคำถามถึงฉัน
ข้อห้าม
- ห้ามแปลตรงตัวจนอ่านแล้วรู้ว่าเป็นงานแปล ให้เขียนอย่างที่คนภาษาปลายทางเขียนจริง
- ห้ามเพิ่มหรือตัดใจความ แม้จะคิดว่าทำให้อ่านลื่นขึ้น